สร้างแรงบันดาลใจออมเงิน

เมื่อครั้นยังเด็กๆ พ่อแม่เคยย้ำสอนเสมอว่า “ถ้าอยากได้อะไร ให้เก็บเงินซื้อเอาเองนะลูก   จะได้รู้จักคุณค่าของเงิน” คำสอนแบบนี้คงมีครอบครัวครัวเหมือนกันที่เคยได้ยินมาบ้าง   บ้างครั้งเราเกิดอยากได้อยากมีหรือเห็นเพื่อนมีของเล่น เราก็อยากมีเหมือนเพื่อนบ้าง  ไม่ว่าจะเป็นของเล่น เสื้อผ้าสวยๆ และเครื่องสำอาง   ก็ต้องเก็บเงินค่าขนมที่พ่อแม่ให้ไปโรงเรียนในแต่ละวัน ห้าบาท   สิบบาท แล้วแต่วันไหนใช้น้อยใช้มาก เมื่อนานๆเข้าก็เพิ่มเป็นร้อยเป็นพันบาท   และเราจะรู้สึกดีใจและภูมิใจมากจนไม่กล้าที่จะใช้มัน   การเก็บเงินก็สอนให้เรารู้จักประหยัดและอดทนรอคอยในสิ่งที่เราตั้งใจเอาไว้จนบรรลุเป้าหมาย   บางครั้งเราอาจจะสร้างแรงบันดาลใจออมเงินเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราไปสู่เป้าหมายจนสำเร็จได้ด้วยตัวเอง   ดังต่อไปนี้

  1. กำหนดสิ่งที่อยากจะทำ / อยากจะได้

ราต้องค้นหาเป้าหมาย หรือความฝันที่อยากจะทำเพราะบางครั้งสิ่งที่วาดฝันเอาไว้ก็ไม่ใช้เรื่องง่ายๆที่จะทำได้   ต้องใช้เงินทุนมากมายกว่าจะเริ่มต้นนับหนึ่งได้   ยิ่งถ้าเราเริ่มต้นเร็ว เราก็ประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่น   ถ้าสิ่งที่อยากทำใช้เงินทุนไม่มาก เช่น ขายขนมตามแผงตลาด   ขายเสื้อผ้าตามอินเตอร์เน็ต   ขายน้ำปั่นผลไม้   ที่ใช้เงินทุนไม่มากนัก   เราก็อาจจะเก็บออมในระยะเวลาสั้นเพียง 1-2 ปี ได้ไม่มีปัญหาอะไร   แต่ถ้าความฝันของคุณต้องเปิดร้านกาแฟ ขายเบเกอร์รี่ ขายอุปกรณ์ก่อสร้าง   เที่ยวรอบโลก เป็นต้น ที่ต้องใช้เงินทุนมากๆ   บางคนก็คงต้องเก็บเงินกันเป็น 10 ปีเลยทีเดียว อาจจะทำให้ท้อหรือหยุดความฝันไปเลย   แต่ถ้าเราตั้งใจที่จะทำจริงๆก็ไม่ยากเลย   เพียงคุณกำหนดว่าแต่ละปีคุณจะต้องเก็บเงินให้ได้มากเท่าไร

เช่น 1 ปี ต้องเก็บออมให้ได้ 50,000 บาท     เก็บไปเรื่อยๆ 10 ปี   คุณจะได้ เงิน 500,000 บาท   ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย   ยิ่งถ้าคุณเริ่มต้นเร็ว   ก็ทำในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ได้เร็วขึ้น   บางคนใช้เวลาคิดหาคำตอบทั้งชีวิต   ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากทำอะไร ในเมื่อคุณรู้แล้วว่าสิ่งที่คุณต้องการคืออะไร ควรจะพยายามทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ

  1. การให้รางวัลตัวเอง

บางครั้งการไปถึงความฝัน ก็อาจมีบางช่วงที่ท้อแท้หรือเหนื่อยไปบ้าง การให้รางวัลกับตัวเองก็เป็นอีกหนึ่งพลังที่เราสามารถสร้างได้เช่น   เก็บออมได้ 1 หมื่นแล้วต้องให้รางวัลตัวเองโดยการไปกินอาหาร อร่อยๆที่เราชอบสักมื้อ เก็บเงินได้ 5 หมื่น หาเสื้อผ้าสวยๆแบรนเนมให้ตัวเองสักชุดเพื่อเป็นรางวัล   เก็บเงินได้ 1 แสน ไปเที่ยวต่างจังหวัดสักวันเพื่อเติมพลัง ถ้าทำแบบนี้จะมีทำให้มีกำลังใจในการเก็บออมเงินได้ แต่อย่าให้มากจนเกินไปนะค่ะ

  1. รำลึกไว้เสมอว่าเราต้องทำได้

กำลังใจจากรอบข้างก็สำคัญ เช่นพ่อแม่ น้อง คนรัก เพื่อนก็สำคัญไม่แพ้กัน การที่มีคนคอยเตือนหรือกระตุ้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เราก็อย่าลืมให้กำลังใจตัวเองด้วย รำลึกและคอยเตือนเสมอว่า “เราต้องทำได้ เราต้องทำได้”

จากสามหัวข้อนี้ก็จะเห็นได้ว่าการสร้างแรงบันดาลใจออมเงินทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ใจเรามีพลังไม่ว่าสิ่งใหญ่โตแค่ไหนเราก็ทำได้สบายๆค่ะ

สินเชื่อเงินสดสินเชื่อควรเผื่อไว้ ยามจำเป็น ทันใจไร้ห่วง

ความจำเป็นของคนเราในชีวิตประจำวันนั้นเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ บางที่อยู่ดีๆแล้วก็เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินมีความจำเป็นในการใช้เงินทันที ยกตัวอย่างง่ายๆ ประสบอุบัติเหตุต้องเข้าโรงพยาบาลโดยกะทันหัน   รถเกิดขัดข้องในยามค่ำคืน ฯลฯ เหล่านี้บางครั้งเราจะหาเงินสักก้อนมาใช้นั้นในเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นคงจะยากมากที่จะหามาได้

แต่สำหรับคนที่คิดจะมีเงินสำหรับเผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดดังกล่าวนั้น บทความนี้จะขอเสนอทางเลือกสินเชื่อที่จะใช้ในยามฉุกเฉินได้โดยที่ไม่ต้องไปกังวลกับเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใดเลย   นั่นคือ”สินเชื่อเงินสด” ซึ่งสินเชื่อชนิดนี้เป็นสินเชื่อที่หากเราไม่ได้เบิกเงินมาใช้แล้วดอกเบี้ยเราจะไม่ต้องจ่าย อาจเป็นข้อดีสำหรับผู้ที่ต้องการเงินในยามฉุกเฉินได้เป็นอย่างดีเลยที่เดียว โดยที่ธนาคารนั้นอาจจะปล่อยสินเชื่อตัวนี้สำหรับคนที่มีงานประจำที่มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท หรือผู้ประกอบการที่มีเงินเข้าออกในบัญชีไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ซึ่งธนาคารหรือสถาบันการเงินอาจจะปล่อยสินเชื่อนี้โดยที่ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อ

ข้อดีสำหรับของ”สินเชื่อเงินสด”นั้นหากเราไม่ได้เบิกเงินเราเราจะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย และไม่ต้องเสียบัตรค่าธรรมเนียมประจำปี ดอกเบี้ยจะมีขึ้นหลังจากที่เราถอนเงินออกจากบัตรเงินสดทันที   หากเรามาดูในส่วนของดอกเบี้ยนั่น ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยโดยอัตราสูงสุดไม่เกิด 28 % ต่อปี ง่ายๆหากเราขอสินเชื่อมาสัก 10,000 บาท เราเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกมา หลังจากนั้น 45 วัน เราสัญญากับธนาคารไว้แล้วว่าจะจ่ายให้หมด ที่นี้วิธีการคิดดอกเบี้ยๆง่าย สมมุติว่าถอนเงินสดจากตู้เอทีเอมจำนวนเงินสด 10,000 บาทเราต้องคูณกับ 28 % แล้วหารด้วย 365 วัน หลังจากนั้นหากได้คำตอบแล้วเราไปคูณกับจำนวนวันที่เราต้องการจ่ายเงินก้อนนี้ประมาณกี่วัน ตัวอย่างที่ให้ 45 วัน ซึ่งคิดแล้วดอกเบี้ย จะอยู่ที่ 345.21 บาท บวกเงินที่เราต้นที่เราถอนออกมาจำนวน 10,000 บาท รวมแล้วเราต้องจ่ายแค่ 10,345.21 บาท ภายในระยะเวลา 45 วันนั้นเอง

ที่นี้เรามาดูในส่วนของคุณสมบัติที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินแต่ละแห่งระบุเงือนไขของผู้ที่ต้องการสินเชื่อสามารถขอสินเชื่อได้ อาทิเช่น ต้องเป็นบุคคลที่มี่อายุ 22 ปีขึ้น มีรายได้ประจำที่แน่นอน เป็นพนักงานบริษัทหรือพนักงานราชการก็แล้วแต่ โดยมี่รายได้เฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ประกอบการก็สามารถขอสินเชื่อนี้ได้ หากมีรายได้มากกว่า 20,000 บาทต่อเดือนส่วนเอกสารที่ต้องไปยื่นนั้นสถาบันทางการเงินอาจจะรู้ที่มาที่ไปของเงินเดือนของเราสักหน่อย อาจจะมีสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการ หรือหลักฐานรับรองเงินเดือน สำหรับผู้ที่ที่ทำงานประจำ ส่วนหลักฐานอื่นๆนั้นอาจจะขอรายละเอียดได้ที่สถาบันทางการเงินทุกแห่งที่ต้องการจะขอสินเชื่อ เท่านี้คุณก็สามารถที่จะขอสินเชื่อนี้ได้ง่ายดายโดยที่ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดเลย

อย่าลืมว่าการขอสินเชื่อแต่ละผลิตภัณฑ์เป็นการเบิกเงินอนาคตมาใช้ หรือที่เราเรียกง่ายๆว่า”หนี้”นั่นเอง หากว่าเรามีความจำเป็นในการใช้เงินและรอบคอบแล้ว เท่านี้เราก็สามารถขอสินเชื่อได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดการสร้างหนี้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ฉะนั้นการขอสินเชื่อควรจะคิดให้ดีๆว่าเราจะขอสินเชื่อแต่ละสินเชื่อนั้นมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนเท่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อเราเองได้เป็นอย่างดีเลยที่เดียว

วิธีการลงทุนในทองคำ

เมื่อเราเลือกที่จะลงทุนกับทองคำแล้วนั้นเราก็ควรที่จะศึกษาวิธีในการลงทุนต่างๆ ถามว่าทำไมเราต้องศึกษาไปด้วยละ? เพราะถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าการลงทุนทองคำแล้วนั้น ก็ไม่ได้มีแค่การซื้อมาขายไปเกร็งกำไรแล้วจบ แต่มีการลงทุนต่างๆ คือ

  • การซื้อขายกับทองรูปพรรณ ในการซื้อขายทองรูปพรรณนั้นมีข้อดีคือเมื่อซื้อมาสามารถนำไปใส่ออกงานได้ และยังหาที่เก็บได้ง่าย แต่ข้อเสียของทองรูปพรรณก็คือต้องเสียค่ากำเหน็จ
  • การเก็บออมทองคำ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักวิธีนี้ดีเพราะวิธีนี้เริ่มจากการเก็บเล็กผสมน้อย แล้วเราก็นำเงินที่เก็บไว้นำไปซื้อทองคำมาเพื่อการสะสมและต่อยอดไปเรื่อยๆ
  • การซื้อขายทองคำผ่านกองทุนทองคำ ในการลงทุนนั้นมีข้อดีคือผู้ลงทุนไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการลงทุน และจริงๆแล้วผู้ลงทุนส่วนใหญ่มีการกำหนดการลงทุนขั้นต่ำจะไม่เกิน 10,000 บาท และหากอยากจะทำการสะสมทองคำ ก็สามารถทำได้อย่างง่ายๆโดยที่ไม่จำเป็นที่จะขายทองคำแท่งทั้งก้อน แต่ข้อเสียของการลงทุนแบบนี้คือจะมีการเสียค่าธรรมเนียมสำหรับการช่วยบริหารและจัดการ วิธีการนี้จึงเหมาะสำหรับบุคคลที่ความต้องการจะลงทุนระยะยาว และไม่มีเวลาที่จะคอยติดตามราคาทองคำมากนัก
  • การซื้อทองคำแท่งออนไลน์   การลงทุนแบบนี้ช่วยในการเสริมความสะดวก เพราะเราสามารถซื้อขายทองได้ผ่านอินเตอร์เน็ท และช่วยในการประหยัดเวลาในการเดินทางไปซื้อขายด้วยตัวเอง อีกอย่างช่วยสร้างความปลอดภัยให้เราอีกด้วยเนื่องจากเราไม่ต้องกังวลที่จะแบกเงินเป็นก้อนๆเพื่อไปซื้อทอง จนทำให้ล่อตาล่อใจกับโจรผู้ร้าย
  • การลงทุนแบบ Gold Future ในส่วนของจุดเด่นคือสามารถขายก่อนซื้อ และซื้อก่อนขายก็ได้ และจุดดีของการลงทุนแบบนี้คือสามารถใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการที่เราจะซื้อทอง จริงได้ นี่จึงเป็นจุดที่น่าสนใจของการลงทุนแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามเราควรที่จะระมัดระวังเพราะไม่แน่การลงทุนแบบนี้อาจจะทำให้ขาดทุนได้เป็น10เท่าเช่นกัน ดังนั้นควรระมัดระวัง
  • การลงทุนแบบ Gold Spot ในการลงทุนแบบนี้เราสามารถทำได้โดยการเล่นผ่านตัวโบร์กเกอร์ก็ได้ หรือไม่ก็เป็นในส่วนของบริษัท ทางต่างประเทศ ถามว่าทางต่างประเทศเกี่ยวอย่างไร? เพราะว่าการลงทุนแบบนี้เป็นสัญญาซื้อขายทองคำในตลาดโลก และก็สามารถทำการซื้อ-ขายได้ทันที โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน

อย่างไรการลงทุนกับทองก็มีหลากหลายรูปแบบอาจจะถูกใจหรือตรงความเหมาะสมกับใครหลายๆคนแต่อย่างไรก็ตามควรที่จะศึกษาข้อมูลและข้อเสียอย่างละเอียด

สินเชื่อเพื่อธุรกิจ

สูตรการทำธุรกิจให้สำเร็จ หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือต้องมีเงินลงทุน ต่อให้คุณมีไอเดียดีเลิศขนาดไหนก็ตาม คุณก็ต้องมีเงินลงทุนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ จะมีมากหรือน้อยหลักร้อยหลักพันหรือหลักล้านก็ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของธุรกิจ คนเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ๆ จะคิดเหมือนๆ กันคือจะใช้เฉพาะเงินเก็บของตัวเองเพื่อลงทุน ไม่ต้องการสินเชื่อธุรกิจ เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้และไม่อยากเสียดอกเบี้ย แต่ถ้าคุณได้อ่านประวัตินักธุรกิจที่ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ทุกคนล้วนเคยใช้สินเชื่อธุรกิจกันทั้งนั้น

ดังนั้นเชื่อเถิดว่าคนทำธุรกิจจะต้องเกี่ยวข้องกับสินเชื่อธุรกิจแน่ๆ หนีกันไม่พ้นหรอก ยิ่งธุรกิจของคุณมีแนวโน้มเติบโตมีอนาคตสดใส การมีเงินลงทุนที่จำกัดเกินไปอาจทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง เรื่องที่ฟังแล้วอาจไม่เชื่อคือมีเจ้าของธุรกิจบางราย “ขายดีจนเจ๊ง” สาเหตุคือเจ้าของธุรกิจไม่มีเงินลงทุนผลิตสินค้าที่มียอดสั่งซื้อมากเกินไป ไม่สามารถหาเงินมาลงทุนได้ทันกับการผลิต สุดท้ายธุรกิจก็ไปไม่รอด ส่งของไม่ทัน ลูกค้าต่างหนีไปสั่งเจ้าอื่นแทนกันหมด นี่คือเรื่องสำคัญที่คนทำธุรกิจต้องคิดไว้เลยว่า “ยิ่งธุรกิจเติบโตมากขึ้นเท่าใด คุณจำเป็นต้องคิดถึงเรื่องสินเชื่อธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น”

นเชื่อธุรกิจแบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

  1. สินเชื่อธุรกิจแบบเบิกเงินเกินบัญชี นี่คือสินเชื่อยอดฮิตสุดๆ ที่คนทำธุรกิจต้องเคยได้ยินแน่ๆ เราเรียกสินเชื่อประเภทนี้ว่า O.D ซึ่งย่อมาจากคำว่า OVER DRAFT ลักษณะประมาณสินเชื่อเงินด่วน สินเชื่อประเภทนี้มีหลักการง่ายๆ คือคุณจะต้องไปขอเปิดวงเงินกู้เกินบัญชีไว้กับธนาคาร ส่วนธนาคารก็จะนำเงินมาสำรองเตรียมพร้อมให้คุณกู้เกินบัญชีไว้เสมอ หากไม่กู้ก็ไม่เสียดอก หากกู้วันไหนได้เงินวันนั้นและเริ่มเสียดอกเบี้ยวันนั้นเช่นกัน สินเชื่อประเภทนี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการกู้ในระยะสั้น เพื่อต้องการเงินหมุนเวียน สินเชื่อ O.D เหมาะกับคนเริ่มต้นทำธุรกิจที่ยังกลัวๆ กล้าๆ ในการกู้ระยะยาว
  2. สินเชื่อธุรกิจแบบมีระยะเวลา หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า Loans สินเชื่อประเภทนี้เหมาะกับการกู้ที่มีการกำหนดระยะเวลาชัดเจน เช่น คุณต้องการกู้ 3 ล้านบาท และจะชำระคืนภายใน 3 ปี 5 ปี คือมีกำหนดเวลาชำระคืนแน่นอน ส่วนธนาคารจะทำการพิจารณาการขอสินเชื่อธุรกิจของคุณโดยดูจากแนวโน้มธุรกิจ ถ้าผลกำไรที่ผ่านมาเส้นกราฟดิ่งลงตลอด ก็อย่าได้หวังว่าจะมีธนาคารไหนให้กู้สินเชื่อธุรกิจเลย แนะนำว่าไม่ต้องไปหาสินเชื่อธุรกิจ แต่ถ้าธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ยอดขายดีขึ้น ผลกำไรดีขึ้น ธุรกิจอยู่ในเทรนด์อีก 5 ปี 10 ปี แผนธุรกิจของคุณก็ฟังดูดีมาก ขอให้คุณรีบไป มีโอกาสได้สินเชื่อธุรกิจแน่ๆ

ผู้ให้สินเชื่อธุรกิจแต่ละแห่งอาจมีหลักเกณฑ์และอัตราดอกเบี้ยต่างกัน ดังนั้นขอให้หาข้อมูลให้ครบถ้วน ก่อนที่คุณจะตัดสินใจ

สมัครบัตรกดเงินสด

บัตรกดเงินสด คือ บัตรที่ได้จากการขอสินเชื่อเงินสด ซึ่งบัตรนี้สามารถกดถอนเงินสด จาก ตู้ ATM ได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินฝากในบัญชี แต่จะสามารถกดได้ตามจำนวนวงเงินที่กำหนดไว้ในบัตร โดยจะมีการกำหนดวงเงินและวงเงินสูงสุดไว้ให้ โดยผู้พิจารณาอนุมัติออกบัตรให้นั้นเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงิน อันได้แก่ ธนาคารหรือองค์กรธุรกิจที่ดำเนินงานเกี่ยวกับสินเชื่อซึ่งไม่ใช่ธนาคาร

การสมัครบัตรกดเงินสด นั้นง่าย และอนุมัติเร็ว ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคนค้ำประกัน แถมผ่อนชำระได้ในระยะยาว ที่สำคัญฐานเงินเดือนไม่ถึง 15,000 ก็มีโอกาสสมัครได้ ซึ่งด้วยความง่ายและข้อจำกัดที่น้อยในตอนสมัครนี่เองที่เป็นแรงจูงใจให้คนอยากหันมา สมัครบัตรกดเงินสด แทนการสมัครบัตรเครดิตซึ่งขั้นตอนการอนุมัติยากกว่า จึงทำให้บัตรกดเงินสดเป็นที่สนใจมากขึ้น เสมือนเป็นการเติมฝันของคนที่ต้องการใช้เงินให้เป็นจริงอย่างง่ายๆ

จริงอยู่ว่า การสมัครบัตรกดเงินสด นั้นง่าย แต่ก็มีเงื่อนไขในการพิจารณาอนุมัติเช่นกัน ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวมีดังนี้

1.จะต้องเป็นผู้มีรายได้ประจำ และจำนวนรายได้ต้องถึงเกณฑ์ตามที่หน่วยงานผู้อนุมัติออกบัตรกำหนดไว้

2.อายุงานที่ทำต้องไม่น้อยกว่า 4 เดือน

3.ไม่ติดประวัติค้างชำระสินเชื่อหรือการกู้ยืมจากหน่วยงานหรือสถาบันการเงินใดๆ

สิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ การสมัครบัตรกดเงินสด คือการสมัครใจเข้าไปเป็นหนี้ ซึ่งถ้าเราไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเร่งด่วนอะไรนัก ก็ควรจะพักใจของเราไว้ก่อน อย่าเพิ่งใจเร็วด่วนได้ มาดูก่อนว่าบัตรกดเงินสดเหมาะกับเราไหม เราควรจะต้องรู้ข้อมูลรายละเอียดของบัตรกดเงินสดให้ดีเสียก่อน เพราะทุกอย่างมีดีย่อมมีเสีย

ซึ่งข้อจำกัดหรือข้อเสียที่เราควรรู้ก่อน สมัครบัตรกดเงินสด นั่นก็คือ อัตราดอกเบี้ยในการผ่อนชำระสูง ซึ่งเริ่มต้นที่ 20 % ต่อปี และสูงสุดไม่เกิน 28 % ต่อปี ซึ่งนับว่าสูงมากทีเดียว หลายคนที่ละเลยการพิจารณาอุปสรรคข้อนี้ ตอนสมัครคิดว่าผ่อนชำระขั้นต่ำอยู่ที่ 5 % นั้นเป็นอะไรที่รับได้ ก็คิดว่าจะผ่อนในระยะยาวไป โดยลืมคำนวณอัตราดอกเบี้ยอย่างละเอียด จึงทำให้ผ่อนชำระเท่าไหร่ เงินต้นก็ไม่ลดลง เพราะได้แต่จ่ายดอกเบี้ยไปเท่านั้น

ดังนั้นก่อน สมัครบัตรกดเงินสด ควรต้องศึกษาข้อดีข้อเสียให้ละเอียดเสียก่อน บัตรกดเงินสดไม่ได้เหมาะกับทุกคน ใช้ในยามฉุกเฉินระยะสั้นๆได้ แต่จะใช้เป็นหลักในระยะยาวนั้นไม่ขอแนะนำ หากคิดจะเป็นหนี้ก็จงเป็นลูกหนี้ที่ดี เป็นหนี้อย่างฉลาด ถ้าทำได้คุณก็จะมีเงินไว้ใช้สอยโดยไม่ก่อปัญหาที่ทับถมตามมาให้ต้องมานั่งหนักใจในภายหลัง

วิธีคิดและลงทุนแบบเศรษฐีเงินล้าน ผ่านกองทุน

มนุษย์ทุกคนต่างต้องการปัจจัยพื้นฐานทั้งสี่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ส่วนปัจจัยที่ห้าที่สมัยนี้จะขาดไม่ได้เลยก็คือเรื่องของการสื่อสาร ซึ่งก็ต้องพึ่งเครื่องมือสื่อสาร ทั้งนี้ปัจจัยต่างๆที่จำเป็นในชีวิตประจำวันต่างก็ต้องใช้ “เงิน” เพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็น ทั้งสินค้าและบริการ

สำหรับคนที่ทำงานเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ก็ย่อมที่จะอยากมีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง ซึ่งการลงทุนด้านการเงินก็ถือเป็นการออมรูปแบบหนึ่งด้วย และสำหรับคนที่มี “วิธีคิดและลงทุนแบบเศรษฐีเงินล้าน ผ่านกองทุน” จึงจะมีเงินที่เก็บไว้ใช้หลังเกษียณได้อย่างสบายๆ แล้วแถมระหว่างที่ฝากไว้กับกองทุนยังมี “เงินปันผล” เป็นรายได้อีกด้วย

ทำไมควรซื้อกองทุนเก็บไว้ เนื่องจากกองทุนมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ประเภทแรกกองทุนที่ลงทุนในหุ้นระยะยาว หรือ LTF เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลต่อเนื่องสูงๆ และทุกปี (ทั้ง SET และ MAI) ตามนโยบายของกองทุนนั้นๆ แล้วแต่จะกำหนดว่าลงทุนในหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ลงทุนในตราสารหนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณรับความเสี่ยงก็อาจเลือกกองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่กำลังเติบโต หรือ Turn around ถ้าหากต้องการรับความเสี่ยงปานกลางก็เลือกลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นปันผลเป็นหลัก นี่คือวิธีคิดแบบ “วิธีคิดและลงทุนแบบเศรษฐีเงินล้าน ผ่านกองทุน”

ประเภทที่สอง คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในการลงทุนต่ำกว่ากองทันประเภท LTF ซึ่งจะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายกว่า กล่าวคือ อาจลงทุนในหุ้นตามอุตสาหกรรมตามตัดส่วน ส่วนที่เหลือก็มาลงทุนในตราสารหนี้แทน (หุ้นกู้ พันธบัตร) ส่วนเงินปันผลที่ได้ก็จะมาก-น้อยตามอัตราส่วนความเสี่ยง หากใครเรียนด้านการเงินมาก็อาจคุ้นหูกับประโยคนี้ High risk high return ยิ่งเสี่ยงสูงมาก โอกาสได้ได้รับผลตอบแทนก็สูงไปด้วย ทฤษฎีนี้ควรรู้สำหรับ “วิธีคิดและลงทุนแบบเศรษฐีเงินล้าน ผ่านกองทุน”

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรได้ศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน” ก็เป็นอีกคำเตือนที่นักลงทุนที่มีวิธีคิดและลงทุนแบบเศรษฐีเงินล้าน ผ่านกองทุนควรระลึกอยู่เสมอ ซึ่งการลงทุนผ่านกองทุน ธนาคารก็จะกำหนดขั้นต่ำว่าสามารถซื้ออย่างต่ำครั้งละกี่หน่วยลงทุน หากต้องการลงทุนแบบจริงจังก็ควรจะเลือกกองทุนที่เหมาะสม และซื้อหน่วยลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือน โดยอาจเลือกให้ซื้ออัตโนมัติทุกเดือนก็ได้ (หากธนาคารนั้นมีระบบนี้บริการ) อีกทั้งยังใช้ประโยชน์กองทุนในการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกด้วย

สินเชื่อชีวิตสุขสันต์ ธนาคารออมสิน

ยุคสมัยนี้ก็คงต้องเรียกว่าเป็นยุคเงินเชื่อเงินผ่อนได้อย่างเต็มปาก เพราะการจับจ่ายซื้อของส่วนใหญ่ก็จะเน้นผ่อนยาวๆกันทั้งนั้น บางคนสมัครบัตรเครดิตก็รูดซื้อไปเลย บางคนก็มีบัตรกดเงินสดที่ผ่อนสินค้าได้ จ่ายก่อนผ่อนที่หลัง แต่บางคนมีบัตรเดบิต ก็กล้าๆกลัวๆ ว่าจะนำไปใช้ซื้อสินค้าได้หรือไม่ เพราะไม่ค่อยรู้ว่าอะไรเป็นอะไร บัตรต่างๆเดี๋ยวนี้เยอะไปหมด วันนี้เราจึงขออาสาแนะนำให้ทุกท่านได้เข้าใจเรื่องราวของบัตรเดบิตกับการนำไปใช้ซื้อสินค้า จะเป็นอย่างไรมาติดตามกัน

บัตรเดบิตกับการรูดซื้อสินค้า

บัตรเดบิต สามารถนำมารูดซื้อสินค้าเหมือนกับบัตรเครดิตได้ แต่แตกต่างกับบัตรเครดิตตรงที่การจะใช้บัตรเดบิตในการรูดซื้อสินค้าคุณจะต้องมีบัญชีเงินฝากที่ผูกโยงกับบัตรใบนั้น และที่สำคัญเงินฝากในบัญชีจะต้องเพียงพอสำหรับค่าสินค้าที่จะต้องซื้อด้วย แต่บัตรเครดิตนั้นไม่จำเป็นต้องมีบัญชี

บัตรเดบิตกับการผ่อนสินค้า

บัตรเดบิต ไม่สามารถนำมาผ่อนสินค้าได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะหน้าที่ของบัตรเดบิตหลักๆไม่ถูกกำหนดมาให้ใช้ผ่อนชำระสินค้า แต่ถูกกำหนดมาเพื่อชำระสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปแบบตัดเงินในบัญชีออกเลย ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินจะถูกหักออกจากบัญชีทันทีเมื่อมีการใช้รูดซื้อสินค้าในกรณีที่ไม่มีเงินสดติดตัวแต่มีเงินในบัญชี อีกประการคือใช้กดเงินสดออกจากบัญชีเงินฝากจากตู้ ATM เพื่อความสะดวก และรวมไปถึงการฝาก การโอน การสอบถามยอดบัญชี ซึ่งหน้าที่และรายการต่างๆ จะผูกโยงกับบัญชีเงินฝาก

ดังนั้น หากคุณมีความประสงค์ที่จะผ่อนสินค้า ก็ขอแนะนำให้คุณสมัครบัตรผ่อนสินค้า บัตรกดเงินสดต่างๆ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งในปัจจุบันแต่ละสถาบันการเงินก็มีการแข่งขันกันสูง บางที่ก็มีโปรโมชั่นผ่อนสินค้าแบบ 0% มาให้เราด้วยถือว่าเป็นประโยชน์กับเราไป ส่วน บัตรเดบิต เราก็เก็บไว้ใช้ทำประโยชน์อื่นๆ

แล้วนอกจากที่กล่าวมาแล้ว บัตรเดบิต สามารถทำอะไรได้อีก ? โอ้ มากมายทีเดียว หากคุณอยู่ต่างประเทศคุณก็สามารถใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้าที่ต่างประเทศเหมือนบัตรเครดิตได้ หรือคุณจะซื้อ App เติมเงินโทรศัพท์มือถือก็ได้(ขึ้นอยู่กับธนาคารแต่ละแห่ง) หรือคุณจะใช้สิทธิพิเศษที่ได้จากการใช้จ่ายผ่านบัตรมาเป็นส่วนลดร้านอาหารหรือซื้อตั๋วหนังจากโรงภาพยนตร์ก็ได้ เรียกได้ว่าทำอะไรได้มากมายทีเดียวเชียวล่ะ

สรุปว่า บัตรเดบิต สามารถนำไปรูดซื้อสินค้าได้ แต่ ใช้ผ่อนสินค้าไม่ได้ สิ่งสำคัญที่พึงระลึกไว้เสมอก็คือไม่ว่าคุณจะใช้บัตรอะไร ก็ควรมีการศึกษาคุณสมบัติของบัตรแต่ละชนิดให้ถ้วนถี่ ดูคุณประโยชน์ข้อดีข้อเสียให้ละเอียดเพื่อความไม่ประมาท แล้วคุณจะไม่พลาดในการใช้จ่ายของคุณ

อยากปลดหนี้บัตรเครดิต ทำอย่างไรดี คำถามจากคนมีหนี้

เมื่อแรกเริ่มชีวิตการทำงาน วัยหนุ่มสาวหลายคนที่ได้ก้าวเข้ามาเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่เรามีอิสระมากกว่าวัยเรียน คืออิสระทางการเงินเพราะเมื่อเราทำงานแล้ว เราไม่จำเป็นที่จะต้องขอเงินพ่อแม่มาใช้จ่ายอีกต่อไป แต่เราจะได้รับเงินจากนายจ้านเป็นค่าตอบแทน ช่วงแรกๆของการมีเงินเดือนหลายคนก็หลงระเริงไปกับการใช้จ่ายที่สนุกสนานจนลืมควบคุมตัวเอง บางคนมีการสมัครใช้บัตรเครดิตมากมายหลายใบ เพื่อเอามาตอบสนองความต้องการในการจับจ่ายใช้สอยของตนเอง จนบางทีก็เกินข้อจำกัดไป จนเกิดเป็นหนี้บัตรเครดิตในที่สุด

หายคนอาจจะกำลังประสบปัญหานี้ และเกิดคำถามที่ว่าอยากปลดหนี้บัตรเครดิต ทำอย่างไรดี เพราะการใช้จ่ายที่ไม่ทันระวังก่อนหน้านี้เป็นเหตุให้เรามีหนี้ก้อนโต ที่สำคัญหนี้บัตรเครดิตนั้นดอกเบี้ยค่อนข้างแพง ทำให้หลายคนเกิดอาการท้อแท้ ซึ่งวันนี้เรามีข้อแนะนำในการปลดหนี้บัตรเครดิตมาฝากกัน

  1. จดบันทึกหนี้ที่ตนเองมีอยู่ทั้งหมดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร วิธีการนี้จะช่วยให้คุณได้รู้ว่าตัวเองมีหนี้อยู่ทั้งหมดเท่าไร และให้ดูรายละเอียดเรื่องดอกเบี้ยด้วยว่าอันไหนเยอะที่สุด เป็นการตอบคำถามที่ว่าอยากปลดหนี้บัตรเครดิต ทำอย่างไรดี
  2. เลือกชำระหนี้ที่ด่วนที่สุดก่อน เช่นลองประเมินดูว่าอันไหนที่ดอกเบี้ยแพงที่สุดให้รีบจ่าย หรืออันไหนที่เริ่มมีการส่งจดหมายมาเตือนให้รีบจัดการอันนั้นก่อน
  3. อยากปลดหนี้บัตรเครดิต ทำอย่างไรดี คือไม่ควรสร้างหนี้เพิ่มในระหว่างที่กำลังกำจัดหนี้ก้อนเก่าอยู่ เมื่อต้องการหรืออยากได้สิ่งของอะไร ไม่ควรใช้บัตรเครดิตในการซื้อเพราะจะเป็นการเพิ่มพูนหนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม ให้เปลี่ยนเป็นเก็บเงินสดให้ครบตามจำนวนราคาสินค้าก่อน จากนั้นจึงค่อยซื้อ
  4. ไม่นำเงินจากบัตรเครดิตใบอื่นมาชำระบัตรเครดิตอีกใบหนึ่ง เพราะการทำแบบนี้จะไม่ใช่วิธีแก้บัญหาที่ถูกต้อง แต่จะเป็นการเพิ่มภาระของหนี้บัตรเครติดให้ใหญ่มากขึ้น
  5. การเจรจากับบริษัทบัตรเครดิตว่าอยากปลดหนี้บัตรเครดิต ทำอย่างไรดี วิธีนี้แต่ละคนสามารถที่จะทำได้เพราะเมื่อคุณคิดว่าหนี้ที่เป็นอยู่นั้นมีจำนวนมากเกินไปและไม่สามารถที่จะผ่อนจ่ายได้ไหว ก็ควรมีการเจรจาต่อรอง เช่นขอจ่ายเฉพาะเงินต้น หรือขอยืดระยะเวลาในการปปลดหนี้ให้ยาวขึ้นโดยที่ลดราคาดอกเบี้ยลง

อยากปลดหนี้บัตรเครดิต ทำอย่างไรดี อาจจะเป็นคำถามที่หลายคนประสบปัญปัญหาอยู่ จึงตั้งคำถามขึ้นมาเพราะการเป็นหนี้ในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะควบคุมได้ยาก แต่หากคุณมีสติและปฏิบัติตามวิธีการของเรา รับรองว่าอีกไม่นานคุณจะเป็นอิสระในเรื่องอย่างแน่นอน

บัตรเดบิตกับบัตรเครดิตต่างกันอย่างไร

ตัวคุณเองเคยทำบัตรประเภทดังกล่าวบ้างหรือไม่??? แล้วสงสัยบ้างหรือไม่ว่าบัตรเดบิตกับบัตรเครดิตแตกต่างกันอย่างไร ถ้าหากคุณอยู่ในวัยทำงานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรือธุรกิจส่วนตัวก็ตาม แนะนำให้ทำบัตรทั้ง 2 ประเภทนี้ไว้ เพราะจะมีประโยชน์กับคุณแน่นอนในอนาคต และยังได้รับสิทธิพิเศษจากร้านค้าหรือร้านอาหารชั้นนำที่ร่วมรายการอีกด้วย

ถ้าคุณยังสงสัยว่าบัตรเดบิตกับบัตรเครดิตแตกต่างกันอย่างไร? บัตรเดบิตก็คือบัตรที่ผูกกับบัญชีธนาคารของคุณเอง สามารถกดเงินผ่านตู้ ATM ได้โดยไม่เสียดอกเบี้ยเหมือนบัตรเครดิต และยังสามารถรูดชื้อของได้ไม่ต่างจากบัตรเครดิตเลย (แต่ในบัญชีธนาคารของคุณจะต้องมีเงินคงเหลือพอที่จะทำรายการนั้นได้) แต่หากในบัญชีคุณไม่มีเงินเหลือเลย ก็จะไม่สามมารถใช้บัตรเดบิตรูดซื้อของได้ โดยมากธนาคารมักจะทำเป็นบัตร VISA ให้ แต่จะมีสิทธิประโยชน์ในด้านการใช้จ่ายน้อยกว่าบัตรเครดิต

แล้วบัตรเครดิตละ? บัตรเครดิตเป็นบัตรที่เมื่อคุณไปขอเปิดบัตรคุณจะต้องมีเอกสารยืนยันตัวตน และมีรายได้ไปแสดง โดยรายได้จะต้องมากกว่าหรือเท่ากับรายได้ขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับบัตรนั้น เนื่องจากบัตรเครดิตไม่ได้ผูกกับบัญชีธนาคารเหมือนบัตรเดบิต และสามารถรูดใช้จ่ายได้จนกว่าจะเต็มวงเงิน ดังนั้นจึงต้องมีหลักฐานแสดงรายได้เพื่อค้ำประกัน หรือบัตรเครดิตบางประเภทที่สามารถใช้เงินฝากค้ำประกันได้ (โดยมากจะกำหนดขั้นต่ำหลักล้านบาท) ได้วงเงินสูงสุด 3-5 เท่าของรายได้ และได้สิทธิพิเศษมากมายไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ช็อปปิ้ง ดูหนัง หรืออื่นๆ แล้วแต่โปรโมชั่นของทางธนาคาร โดยมากจะเป็นการใช้แต้มแลกเงินคืนหรือส่วนลด บางที่ก็รับส่วนลดค่าอาหารไปเลย สิทธิประโยชน์ในการแลกคะแนนเป็นไมล์สายการบินหรือแลกเป็นเงินคืน แต่การใช้บัตรเครดิตกดเงินจะต้องเสียดอกเบี้ยในทำนองเดียวกับบัตรกดเงินสด ส่วนข้อดีอีกข้อหนึ่งคือ บัตรเครดิตสามารถช่วยให้คุณผ่อนสินค้าได้ ตอนนี้คุณคงจะเข้าใจมากขึ้นแล้วละว่าบัตรเดบิตกับบัตรเครดิตแตกต่างกันอย่างไร

ส่วนในกรณีการผ่อนสินค้า ให้สังเกตุด้วยว่าสินค้านั้นร่วมโปรโมชั่นผ่อน 0% กับทางธนาคารหรือไม่ หากไม่ จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด หากใช่ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แล้วยังช่วยทำให้คุณลดรายจ่ายในเดือนนั้นลงด้วย เพื่อนำเงินไปลงทุนต่อยอดได้ แต่มีธนาคารหนึ่งที่เน้นผ่อนสินค้าได้ทุกชนิดโดยไม่มีดอกเบี้ย 3 เดือนคือ บัตรเครดิตธนาคารทหารไทย โดยสามารถโทรไปขอผ่อนสินค้าได้ทุกชนิด แต่สิทธิประโยชน์ด้านอื่นก็น้อยกว่าบัตรของธนาคารอื่นด้วยเช่นกัน และเรื่องของการผ่อนสินค้าและสิทธิพิเศษแสดงให้เห็นว่าบัตรเดบิตกับบัตรเครดิตแตกต่างกันอย่างไร

สินเชื่อรถยนต์

สินเชื่อรถยนต์ เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการมีรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่พร้อมจ่ายชำระค่าสินค้ารถยนต์ทั้งหมดด้วยตนเองได้ทันที ปัจจุบันสินเชื่อรถยนต์ มีให้บริการทั้งสถาบันการเงิน บริษัทไฟแนนซ์เอกชน และมีโปรโมชั่นหลากหลาย จูงใจให้เลือกใช้บริการ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องการรถยนต์ที่สามารถเลือกแหล่งเงินกู้ที่พอใจได้มากที่สุด

สินเชื่อรถยนต์ มี 3 ประเภท คือ

  1. สินเชื่อรถยนต์ใหม่   เป็นสินเชื่อที่ให้เงินกู้แก่ผู้ซื้อ   เพื่อซื้อรถยนต์ใหม่กับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์     ซึ่งผู้ให้กู้มีทั้ง ธนาคาร   บริษัทลิสซิ่งเครือธนาคาร และ บริษัทลิสซิ่งของค่ายรถยนต์เอง

ลักษณะของสินเชื่อประเภทนี้มีด้วยกัน 4 แบบดังนี้

1.1 ผู้กู้จะได้เงินกู้โดยเฉลี่ย ประมาณ 70 -80% ของราคารถยนต์   ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้ให้กู้ และ ความสามารถของผู้กู้ว่ามีความพร้อมในการจ่ายชำระเงินบางส่วน (เงินดาวน์) ได้มากน้อยแค่ไหน

1.2 ผู้กู้จะต้องผ่อนชำระค่างวด (เงินต้นพร้อมดอกเบี้ย) เป็นจำนวนเงินที่เท่ากับทุกงวด โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน ระยะเวลาการผ่อนชำระประมาณ 12 – 84 เดือน   ขึ้นอยู่กับการเลือกของผู้กู้

1.3 อัตราดอกเบี้ย จะคิดแบบคงที่ (Flat Interest Rate)   เริ่มที่อัตรา 4 %   ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับประเภทรถยนต์ / จำนวนเงินกู้ / ระยะเวลาผ่อนชำระ / สถาบันการเงิน / การแข่งขันของตลาดสินเชื่อรถยนต์

1.4 กรรมสิทธิ์รถยนต์จะเป็นของสถาบันการเงินผู้ให้กู้ จนกว่าผู้กู้จะจ่ายชำระเงินค่างวดรถยนต์จนครบถ้วนตามสัญญา และผู้กู้อาจจำเป็นต้องทำประกันภัยรถยนต์ และผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ เพื่อเป็นหลักประกันเสริมในการกู้สินเชื่อรถยนต์อีกด้วย

  1. สินเชื่อรถยนต์มือสอง เป็นสินเชื่อที่ให้เงินกู้แก่ผู้ซื้อ   เพื่อซื้อรถยนต์มือสองกับเต็นท์จำหน่ายรถยนต์     ซึ่งผู้ให้กู้มีทั้งธนาคาร   บริษัทลิสซิ่งเครือธนาคาร   บริษัทไฟแนนซ์เอกชน หรือเจ้าของเต็นท์รถยนต์เป็นผู้ให้สินเชื่อรถยนต์เอง

ลักษณะของสินเชื่อรถยนต์มือสอง   จะคล้ายกับสินเชื่อรถยนต์ใหม่ แต่จะแตกต่างกัน คือ จำนวนเงินกู้และระยะเวลาผ่อนชำระ จะน้อยกว่า สินเชื่อรถยนต์ใหม่เล็กน้อย   แต่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า สินเชื่อรถยนต์ใหม่   โดยจะพิจารณาจากสภาพรถยนต์ (รุ่น / ยี่ห้อ / จำนวนปีที่ใช้งาน ) และการแข่งขันของตลาดสินเชื่อรถยนต์ เป็นหลัก

  1. สินเชื่อรถยนต์แลกเงิน เป็นสินเชื่อที่ให้เงินกู้ แก่ผู้กู้ที่นำรถยนต์ที่ปลอดภาระมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (คู่มือจดทะเบียนรถยนต์)   ซึ่งผู้ให้กู้มีทั้งธนาคาร   และ บริษัทไฟแนนซ์เอกชนต่างๆ

ลักษณะของสินเชื่อ หลัก ๆ คือ

1.จำนวนเงินที่ให้กู้ : ประมาณ 70%-80% ของราคาประเมินรถยนต์

2.อัตราดอกเบี้ย : สินเชื่อรถยนต์แลกเงิน > สินเชื่อรถยนต์มือสอง > สินเชื่อรถยนต์ใหม่

3.ระยะเวลาผ่อนชำระ   :   ระยะเวลาจะใกล้เคียงกับสินเชื่อรถยนต์มือสอง

4. ผู้กู้จะได้คู่มือจดทะเบียนคืนต่อเมื่อผ่อนชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยจนครบถ้วนตามสัญญา

ดังนั้นหลักสำคัญของการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ หากเป็นพนักงานประจำ มีรายได้ที่ต่อเนื่อง มีภาระผ่อนชำระสินเชื่อไม่มากนัก และไม่มีประวัติเสียหายทางการเงิน   ย่อมส่งผลให้การอนุมัติสินเชื่อรวดเร็วขึ้น